วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Trading Diary บางคนก็เรียก Trading Journal

Trading Diary  บางคนก็เรียก Trading Journal มันก็คือการจดบันทึกการเทรด

ที่มา : http://www.stock2morrow.com
  •  Trader เก่งๆที่ผมรู้จัก ผมสังเกตุว่านอกจากที่เขามีวินัยในการ Trade ที่เคร่งครัด "นั่นก็คือ ถ้าผิดทาง ไม่ว่ายังไง ต้อง Cut Loss ที่จุด Cut Loss เสมอ" ... และด้วยวิธีง่ายๆแค่นี้ มันก็ทำให้เขาเป็นเซียน!! มองแล้วก็เหมือนเซียน หรือ มืออาชีพในทุกสาขาอาชีพ คือ เขารู้ว่าเมื่อตรงนี้คืออาชีพ เขาต้องทำอย่างนี้ตลอดเวลา จึงไม่มีไม้ใด หรือ การ Trade ครั้งใดที่เรียกว่า "ครั้งนี้รวยแน่ เหมือนกับมือสมัครเล่นอย่างเราๆ"
  • ตลกมาก!! ที่จะพูดได้ ว่า "ไอ้ครั้งนี้รวยแน่ เกิดขึ้นกับความคิดเราทีไร ..ครั้งนั้นๆจะเจ็บหนักจริง (เข้าขั้นน้ำตาไหล ..บางคนเลิกเล่น ล้มหายไปจากตลาด) และนี่แหละครับ "การมีวินัยนี่เอง ที่แบ่งระหว่าง มืออาชีพ กับ มือสมัครเล่น"
  •  มีอีกเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการ Trade หุ้นเก่ง คือ ต้องรู้จัก Keep Record "ใช่แล้วครับ ผมหมายถึงการทำ Trading Journal นั่นก็คือ ทุกครั้งที่เราตัดสินใจ Trade แต่ละไม้ ต้องบันทึกเอาไว้ เพื่อที่ภายหลังจะได้มาศึกษาว่า แต่ละไม้ที่เข้า Trade มีความถูกต้องหรือพลาดในจุดไหนนั่นเอง"... ข้อดีคือ มันจะช่วยให้ Logic ในการ Trade ของเราชัดเจนและแม่นขึ้นเรื่อยๆ
  • วิธีการทำก็คือ Capture หน้าจอ Trade ..ตรงส่วน Chart ที่ทำให้เราตัดสอนใจ ซื้อ หรือ ขาย ทุกครั้ง.. จากนั้น Print ออกมาลงกระดาษ แล้วก็เขียน Shot Note ลงไปว่า "ทำไมเห็น Chart นี้แล้ว ทำให้เราตัดสินใจซื้อหรือขาย... ด้วย Indicator อะไร หรือ มีข่าวอะไร ที่ทำให้เราตัดสินใจอย่างนั้น" .. ถ้าคุณ Keep ทำไปเรื่อยๆ คุณจะได้ ตำราการ Trade ชั้นดีเลย ... "เพิ่มความยุ่งยากให้ชีวิต แต่มันคุ้มครับ!!"
  • สำหรับคนที่ ไม่มี Printer ผมแนะนำอีกวิธีนึง คือ Capture หน้าจอ Trade โดยการ Print Screen แล้วก็ save ไว้ จากนั้นก็ Upload ภาพนั้นๆ ขึ้นไปบน Blog ส่วนตัว และก็เขียนบรรยายใต้ภาพนั้นๆ ถึงสาเหตุในการซื้อขายในครั้งนั้น... ทำเรื่อยๆ หรือจะเอามาแชร์ใน Facebook แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆคนอื่น "ตรงนี้จะทำให้คุณเก่งขึ้นแน่นอน ตาม Concept ยิ่งให้ ยิ่งได้" ... ลองทำดูนะครับ ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล!!
ที่มา : http://www.meawbininvestor.com/trading-diary/ 
 Trading Diary  บางคนก็เรียก Trading Journal มันก็คือการจดบันทึกการเทรด การลงทุนของเรานี้แหละ ผมมักเห็น Trader เก่งๆหลายคนทำกันอย่างจริงจัง จดกันอย่างเอาเป็นเอาตายเลย  เพื่อที่ภายหลังจะได้มาศึกษาว่า แต่ละไม้ที่เข้า Trade มีความถูกต้องหรือพลาดในจุดไหน ควรแก้ไขอย่างไร แก้ที่ระบบ หรือแก้ที่วิธีคิด  ต่างกับ Trader ทั่วๆไป บางคนเอาแต่ Trade ไปวันๆ พอกำไรก็ว่าตัวเองเก่ง พอขาดทุนก็แกล้งลืมไปซะงั้น

ควรจดหรือบันทึกอะไรบ้าง

1.ซื้อหุ้นอะไร? (Stock) 
    ก็แน่นอนละสิเนอะ Trading Diary ก็ต้องใส่ชื่อหุ้นอยู่แล้วนะสิ
2.วันที่ตัดสินใจ ซื้อ-ขาย หุ้น (Buy Date – Sell Date)
    วัน เดือน ปี หรือถ้าเทรดเป็นรายวัน อาจใส่ช่วงเวลาที่ซื้อ ขายด้วย เผื่อวันที่ย้อนกลับมาดู
3.เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ-ขาย
   เช่น MACD ตัดขึ้น ,Pattern สวย,Vol มา,หรือห้องไลน์ห้องไหนบอกมาก็จดเอาไว้ เป็นหลักฐาน
4.ราคาที่ซื้อ-ขาย เท่าไหร่ (Buy Price – Sell Price) 
5.จุดตัดขาดทุน Cut Loss   Stop Loss
    ทุกครั้งที่เข้าซื้อ ควรจะต้องมี Stop Loss ในใจเสมออยู่แล้ว จดมันไว้ซะ จะได้ไม่ลืม
6.จำนวนหุ้นที่ซื้อ – ขาย (Buy Volume – Sell Volume) 
7.มูลค่าเงินลุงทุนที่เราซื้อ-ขายหุ้นตัวนั้น (Buy Value – Sell Value)
   คิดเป็นกี่% ของเงินทุนทั้งหมด
8.ผลกำไร ผลขาดทุน (Realized P/L)
   กำไรก็ต้องจด ขาดทุนยิ่งต้องจด ยิ่งเจ็บ ก็ยิ่งต้องจำ หลายคนที่เลือกจดเฉพาะกำไร แล้วหลอกตัวเองไปวันๆ
9.ระยะเวลาที่ถือหุ้น (Hold) 
   ถึงแม้จะได้กำไร 10-20% แต่ถ้าต้องถือหุ้นแบบข้ามปี ก็คงไม่คุ้มกับการรอคอย
10.อารมณ์ ความรู้สึก ณ ตอนที่ ซื้อ-ขาย
     สุดท้ายนี้สำคัญมาก ในวันที่เราย้อนกลับมาอ่าน วิเคราะห์ สิ่งที่เราได้ทำลงไปในอดีต อารมณ์ ความรู้สึก เป็นคนละเรื่องกับเหตุผล เช่น กลัว กล้า สงสัย สับสน กังวล และเป็นสิ่งเดียวที่คุณจะหาเรียนจากที่ไหนไม่ได้เลย บางครั้ง เหตุผลทุกอย่างบอกให้คุณขาย แต่หัวใจบอกให้คุณซื้อ เพราะอย่างนั้น จดมันซะ!!

หรือใคร Advanced หน่อยก็
เพิ่มเติมข้อมูลจำพวก Analysis ไปด้วยก็ได้เพื่อความง่ายในการวิเคราะห์ เช่น

  •  % Win/Loss 
    • คือ เทรดมาทั้งหมดกี่ครั้ง ชนะไปกี่ครั้ง ขาดทุนไปกี่ครั้ง (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์)
  •  Avg. Win/Loss             
    • คือ ในการชนะแต่ละครั้ง  ขาดทุนแต่ละครั้ง มีค่าเฉลี่ยเท่าไหร่
  • Average Holding Days 
    • จำนวนวันเฉลี่ยในการถือหุ้น ค่านี้ทำให้เราทราบว่า ระบบของเรานั้นต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ยกี่วัน? นับตั้งแต่วันที่ซื้อหุ้นแต่ละตัวและรอจนถึงวันขายหุ้นตัวนั้นทิ้ง ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการเล่นหุ้นระยะสั้น ควรจะเลือกระบบที่มีจำนวนวันเฉลี่ยของการถือหุ้นน้อยๆ เป็นต้น
  • CAGR (Annualized Return) 
    • อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี หรือผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น ของระบบในช่วงเวลาที่ผ่านมา (หรือจะเห็นภาพง่ายๆก็คือ ถ้าสมมุติเอาเงินไปฟากธนาคารมันคือ อัตราดอกเบี้ย นั่นเอง)
  • Consecutive Wins และ Consecutive Losses 
    • จำนวนครั้ง ที่ได้กำไร หรือ ขาดทุนต่อเนื่องกันสูงสุด เช่น เทรดแล้วได้กำไรติดต่อกัน 12 ครั้งติด หรือ เทรดแล้วได้ขาดทุนติดต่อกัน 15 ครั้งติด เป็นต้น แล้วมันบอกอะไรเราได้ ? … สมมุติว่าระบบนี้เคยขาดทุนต่อเนื่องสูงสุดมาแล้ว 15 ครั้ง และหากเรายอมรับกับค่าดังกล่าวได้ ดังนั้นเมื่อเราลงทุนด้วยระบบนี้แล้วดันเกิดเหตุกาณณ์การขาดทุนต่อเนื่องถึง 8 ครั้ง ก็ยังถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่เราสามารถยอมรับได้อยู่ เป็นต้น
  • Maximum Drawdown 
    • ระดับของการลดลงของเงินทุนจากจุดสูงสุด ที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาในการลงทุน” ซึ่ง มูลค่าสูงสุดของ Drawdown ที่เคยเกิดขึ้น เราจะเรียกมันว่า Maximum Drawdown
  • Longest Drawdown  
    • หรือ Maximum Drawdown Length เป็นระยะเวลาที่มากที่สุดในการทำจุดสูงสุดของ Portfolio ใหม่ หรือพูดง่ายๆก็คือระบบต้องใช้ระยะเวลามากที่สุดเท่าไหร่ในการทำจุดสูงสุของ Portfolioใหม่อีกครั้ง
  • Risk Of Ruin 
    • คือ % โอกาสที่จะทำให้เราหมดตัว หรือพูดง่ายๆว่า โอกาสเจ๊งนั่นเอง ซึ่งจะบอกถึงประสิทธิภาพของระบบการลงทุน

1 ความคิดเห็น:

  1. สวัสดีครับ คุณ KSS

    ดีใจที่ได้อ่านการโพสของคุณอีกครั้ง ผมติดตามคุณมา 2 ปีล่ะ สู้ๆครับ เอาใจช่วย

    จาก FXTrader

    ตอบลบ